CAF: กองทุนอนุรักษ์ที่เปลี่ยน “ศัตรู” เป็น “พันธมิตร” และปลดล็อกเงินทุนสีเขียว 51 ล้านดอลลาร์

ภาพโครงการอนุรักษ์ในไอโอวา

(SeaPRwire) –   ผมคุยกับ ดร.กฤษณ์ ภูมิวัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมอาวุโสที่คลุกคลีกับโมเดลการเงินเพื่อความยั่งยืนในอาเซียนมานาน เขามองกรณีของ Great Outdoors Foundation ในสหรัฐฯ อย่างสนใจเป็นพิเศษ “ประเด็นมันไม่ใช่แค่การระดมทุนเพิ่ม” เขาว่า “แต่มันคือการออกแบบ ‘สถาปัตยกรรมทางการเงิน’ ใหม่ที่ลดแรงเสียดทานระหว่างภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อมให้เหลือศูนย์ นี่คือการ Disrupt ความขัดแย้งแบบดั้งเดิมด้วยเครื่องมือทางการเงินและความร่วมมือระดับรากหญ้า สิ่งที่ CAF (Conservation Acceleration Fund) ทำได้สำเร็จคือการเปลี่ยนเกษตรกรจาก ‘ผู้ถูกตรวจสอบ’ เป็น ‘หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ’ ในโครงการอนุรักษ์น้ำ มันคือการสร้างตลาดใหม่ (marketplace) สำหรับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง”

มองแบบนี้แล้ว โมเดลนี้ให้บทเรียนสำคัญกว่าตัวเลข 51 ล้านดอลลาร์เสียอีก

เรื่องนี้เริ่มจากปัญหาคลาสสิกที่ทุกประเทศเจอ: โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมักติดขัดทั้งเรื่องเงินทุนที่เข้าถึงยากและ bureaucracy ที่ซับซ้อน รายการ “Empowered hosted by Meg Ryan” ที่ออกอากาศทาง Public Television สหรัฐฯ ได้ไปถ่ายทำที่ไอโอวา เพื่อส่องแสงให้เห็นการแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางใหม่ล่าสุด

หัวใจของความสำเร็จอยู่ที่กองทุน Conservation Acceleration Fund (CAF) ที่ริเริ่มโดย Great Outdoors Foundation แทนที่การยืนคนละฝั่ง กลยุทธ์คือการสร้าง “ความร่วมมือขั้นรุนแรง” (radical collaboration) โดยชวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร เจ้าของที่ดิน นักธุรกิจ และบริษัทสาธารณูปโภค เป้าหมายคือลด nitrogen ที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำหลายล้านปอนด์ โดยใช้เงินทุนจากภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน

ผลลัพธ์ที่วัดได้คือ CAF สามารถดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนเฉพาะด้านคุณภาพน้ำได้กว่า 11 ล้านดอลลาร์ และที่สำคัญคือสามารถปลดล็อกเงินทุนสำหรับปฏิบัติการอนุรักษ์ต่างๆ ได้รวมมากถึง 51 ล้านดอลลาร์ ผ่านโครงการที่ดำเนินการแล้ว 105 โครงการ ฮันนาห์ อินแมน ซีอีโอของมูลนิธิให้ความเห็นว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนแบบพลวัตนี้ทำให้พวกเขาทำได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง ในจังหวะเวลาที่ความเร่งด่วนด้านสิ่งแวดล้อมต้องการ

สาระสำคัญของรายการคือการทำลายมายาคติที่ว่าการเกษตรและการอนุรักษ์ต้องขัดแย้งกัน โดยชี้ให้เห็น decades ที่ทั้งสองฝ่ายคุยกันแต่ในห้องเสียงสะท้อนของตัวเอง จนความคืบหน้าด้านคุณภาพน้ำหยุดชะงัก แนวทางใหม่นี้มุ่งสร้างความเข้าใจต่อปัจจัยทางสังคมและตลาดที่ส่งผลต่อการใช้ที่ดิน และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางในอนาคต

พอเล่าถึงตรงนี้ ผมมองว่าเทรนด์ใหญ่ที่กำลังมาแรงไม่ใช่แค่ ESG หรือ Green Finance แบบกว้างๆ แต่มันคือการลงมาเล่นในระดับ “ภูมิทัศน์” (Landscape-level) และ “ชุมชน” โดยตรง เราจะเห็นการเกิดขึ้นของกลไกการเงินแบบ Blended Finance และ Impact Investing ที่ออกแบบมาเฉพาะพื้นที่ เฉพาะปัญหา อย่างที่ CAF ทำ

อนาคตของ Tech for Conservation จะไม่หยุดอยู่ที่เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำหรือโดรนปลูกป่าอีกต่อไป แต่จะขยับไปสู่ “เทคโนโลยีทางการเงิน” และ “แพลตฟอร์มเชื่อมต่อ” ที่ทำให้การไหลเวียนของเงินทุนสีเขียวไปถึงมือผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส โดยลดขั้นตอนราชการให้น้อยที่สุด สิ่งที่ท้าทายคือการสร้างมาตรวัดผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เพื่อให้ “ผลตอบแทน” ต่อนักลงทุนไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่รวมถึง Credit ด้านความยั่งยืนและสุขภาพของระบบนิเวศที่วัดค่าได้

โมเดลแบบ CAF ในสหรัฐฯ นี้อาจเป็น Blueprint สำคัญสำหรับหลายประเทศ รวมถึงในเอเชีย ที่กำลังเจอความตึงเครียดระหว่างความมั่นคงทางอาหารและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การใช้ Private Capital มาขยายผลและเร่งความเร็วให้กับนโยบายสาธารณะ นี่คือ frontier ใหม่ของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนควรจับตา

บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน

SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ